ThaiStockNews

หวั่นค้าปลีกครึ่งปี 62 ไม่โต ส่องกำไร 2 หุ้น CPALL-BJC

  •   
  •   
  •  
  •  

หวั่นค้าปลีกครึ่งปี 62 ไม่โต ส่องกำไร 2 หุ้น CPALL-BJC

ทันหุ้น – ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยกังวลธุรกิจค้าปลีกปี62 ทรงตัว คาดครึ่งปีแรกไม่โต หวั่นการเมืองหลังเลือกตั้ง ด้านนักวิเคราะห์สวนทางเชื่อยังขยายตัวได้ มอง CPALL โตต่ำสุดปี 61 ก่อนไปต่อปี 62 เคาะเป้า 90 บาท  ส่วน BJC คาดกำไรไตรมาส 4/2561 นิวไฮ แถมโตต่อ 13.7% ในปี 2562 แต่ต้องจับตาต้นทุนหุ้นกู้ 3.8 หมื่นล. และการลงทุนสปป.ลาว ชี้เป้า 66 บาท

นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย คาดการณ์ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกไทยช่วงครึ่งปีแรก อาจไม่ขยายตัวหรือเติบโต 0% พร้อมประเมินภาพรวมธุรกิจค้าปลีกทั้งปี 2562 ว่าจะทรงตัวหรือเติบโตประมาณ 3-3.1% เนื่องจากความกังวลสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐยังไม่ชัดเจน, รวมถึงราคาสินค้าเกษตรยังชะลอตัวต่อเนื่อง

“กำลังซื้อตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เห็นได้จากข้อมูลล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนขอรับคืนเงินภาษีตามโครงการ “อั่งเปาช่วยชาติ” เพียงหลักหมื่นคนเท่านั้น เมื่อคำนวนออกมาเห็นได้ว่ามีการจับจ่ายเพียงประมาณแค่หมื่นล้านบาทเท่านั้น ทำให้ภาพรวมช่วงครึ่งปีแรกอาจโตเป็น 0%”

ไตรมาส 1, 3 เป็นโลว์ซีซั่น

นางสาวสุรีย์พร ทีวะสุเวทย์ ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวงจรของธุรกิจค้าปลีกว่า ช่วงไอซีซั่นของธุรกิจจะอยู่ในไตรมาส 2 และไตรมาส 4 ของปี เนื่องจากมีวันหยุดยาว มีการเดินทางท่องเที่ยว ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่ไตรมาส 1 และไตรมาส 3 ของปีเป็นช่วงโลว์ซีซั่น

ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินภาพรวมกลุ่มค้าปลีกปี 2562 ว่าน่าจะยังคงมีการเติบโตได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ส่วนการเติบโตเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) อาจมีทั้งปรับตัวเพิ่มขึ้นและทั้งทรงตัว แต่โดยภาพรวมทั้งปี 2562 น่าจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของยอดขายต่อสาขา(SSSG)  รวมถึงการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการแต่ละราย

“ปัจจัยกดดันที่ทางประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยจับตา ทางนักวิเคราะห์เองก็จับตาอยู่เช่นกัน แต่ปัจจัยทางการเมืองอาจเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้น ส่วนภาพรวมราคาสินค้าเกษตรก็ทรงตัวในระดับต่ำมา 2-3 ปีแล้ว ซึ่งถ้ายังคงทรงตัวในระดับต่ำต่อไปก็ไม่ส่งผลกระทบ แต่หากรับตัวดีขึ้นเป็นรายสินค้าก็อาจกลายเป็นปัจจัยหนุนในช่วงปลายปีก็ได้”

เลือก CPALL เป็น Top pick

นางสาวสุรีย์พร ระบุ ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องเร่งปรับตัว ในสภาวะการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของประชาชนเริ่มเปลี่ยนแปลง มีร้านค้าออนไลน์, การทำตลาดผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เข้ามาเป็นตัวแปรและมูลค่าการซื้อขายออนไลน์ก็ขยายตัวต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายวิเคราะห์จึงเลือก CPALL เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม เนื่องจากบริษัทมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม  ประกอบกับการที่มีจำนวนสาขาที่มากกว่า 1 หมื่นสาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสัดส่วนของสาขาในกรุงเทพประมาณ 44% ต่างจังหวัดราว 56% โดย CPALL มีกลยุทธ์การปรับรูปแบบการจัดวางสินค้าภายในร้าน (Product Mix) อย่างเหมาะสมเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่สร้างกำไรขั้นต้นสูงดีอย่างต่อเนื่อง

“แม้ว่าสัดส่วนสาขาในกรุงเทพจะน้อยกว่า แต่ยอดซื้อต่อบิลต่อคนสูงกว่า และสามารถกระตุ้นยอดซื้อต่อบิลได้ง่ายกว่าในต่างจังหวัด แต่หากกำลังซื้อต่างจังหวัดสามารถฟื้นตัวได้ดีช่วงครึ่งหลังของปี CPALL ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง”

คาดกำไรโตต่อเนื่อง

ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มกำไรปกติงวดไตรมาส 4/2561 ของ CPALL ที่ 5,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 3/2561, และเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดยอดขายต่อสาขา (SSSG) ของ 7-11 น่าจะเพิ่มขึ้นได้ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  คาดกำไรทั้งปี 2561 ที่ 21,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% ถือเป็นการเติบโตต่ำสุดในรอบ 4 ปี แต่คาดกำไรปกติของ CPALL จะกลับมาฟื้นตัวในปี 2562 เบื้องต้นคาดการณ์ไว้ที่ 24,146 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% จากปัจจัยหนุนจากแผนการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง ส่วนยอดซื้อต่อสาขา (SSSG) จะเติบโตได้ 3-4% กำไรปกติของ MAKRO ปี 2562 จะอยู่ที่ 6,099 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% โดยคาดธุรกิจในไทยยังโตได้ดี แต่ยังรับรู้ขาดทุนจากสาขาในต่างประเทศต่อเนื่อง

นอกจากนี้ในปี 2562 CPALL มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดราว 23,000 ล้านบาท ในเดือนมีนาคม, และเดือนสิงหาคม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อ Refinance และรองรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น โดยบริษัทยังพยายามรักษาระดับต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในกรอบ 4.5% – 4.7% ใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยในปัจจุบัน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 90 บาท

และแนะนำ “ซื้อ” BJC โดยคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 4/2561 ที่ 1,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 3/2561, และเพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่าจะเป็นจุดสูงสุดใหม่ จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ โดย BIGC ยังมียอดขายต่อสาขา (SSSG) เป็นบวกต่อเนื่อง, ลูกค้ากระป๋องมีคำสั่งซื้อฟื้นกลับมา ภายหลัง Repackaging แล้วเสร็จ, ส่วนธุรกิจ Consumer และ Healthcare and Technical เติบโตได้ตามช่วง High Season ของธุรกิจ

ขณะที่อัตราภาษีจ่ายคาดลดลงกลับสู่ระดับปกติ และน่าจะรับรู้ในอัตราที่ลดลงได้เต็มปีในปี 2562 หนุนให้ฝ่ายวิเคราะห์คาดรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2562 จะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของกำลังซื้อ การเปิดสาขาใหม่ และการปรับลดลงของต้นทุนการผลิต Packaging กอปรกับอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงแก้วแห่งใหม่ได้เต็มปี

ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2561 ของ BJG ที่ 6,449 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.8% ส่วนกำไรสุทธิปี 2562 ที่ 7,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.7% ทั้งนี้ประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ถือว่ามี Downside หากอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปีนี้ 3.8 หมื่นล้านบาทปรับขึ้นมากกว่า โดยอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นทุกๆ 1% จะกระทบกำไร 4% อย่างไรก็ตามบริษัทมีแผนลดหนี้ที่ขัดเจนอยู่แล้ว จึงคงราคาเป้าหมายที่ 66 บาท (DCF) ราคาหุ้นปรับลงมากจากความกังวลการเข้าซื้อกิจการในสปป.ลาว ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าน่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี

The post หวั่นค้าปลีกครึ่งปี 62 ไม่โต ส่องกำไร 2 หุ้น CPALL-BJC appeared first on Thunhoon.

ที่มา: Thunhoon

วันที่ February 13, 2019, 06:44

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *