ThaiStockNews

รมว.คลังฟิตลุยงานmai ฉีด3.5แสนล.กระตุ้นศก.

รมว.คลังฟิตลุยงานmai ฉีด3.5แสนล.กระตุ้นศก.

ทันหุ้น- รัฐบาลใหม่พร้อมสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มขีดความสามารถประเทศ ขณะที่ รมว.คลัง ประเดิมลุยงาน เอ็มเอไอฟอรัม 2019 เปิดโผหุ้นเจิดจรัสรับอานิสงส์รัฐบาลเร่งกระตุ้นรากหญ้า สินคาเกษตร ลงทุน ประเมินมีโอกาส อัดเงินเข้าระบบถึง 3.5แสนล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)รัฐบาลประยุทธ์ 2 ว่า สิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนคือ นโยบาย ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมกันผลักดัน ความเชื่อมั่นก็จะเกิดขึ้น ซึ่งแม้จะเป็น ครม.พรรคร่วม แต่ก็มีมีนโยบายที่คล้ายๆ กัน โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และช่วยเหลือฐานราก

@รมว.คลังฟิตลุยงานmai

ขณะที่ ดร. อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเดินทางไปร่วมงาน mai FORUM 2019 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ร่วมกับ สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (maiA) ในวันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคมนี้  โดยจะปาฐกถาพิเศษ  หัวข้อ ตลาดทุนกับการพัฒนา SMEs ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน นับเป็นงานแรกๆหลังจากได้รับโปรดเกล้าให้รับตำแหน่ง

@ รับเหมาพร้อมรับลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด คาดว่านโยบายที่ทำได้ทันทีเพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นคือ การอัดฉีดเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดูแลสินค้าเกษตร และกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่วนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับค่าแรง ภาษี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกัญชาเสรี จะเป็นลำดับถัดไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ขณะที่นโยบายเดิมยังถูกสานต่อ เป็นผลดีต่อรับเหมา วัสดุก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ โครงการ EEC และโครงการเกี่ยวเนื่อง คาดว่าจะดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลชุดนี้ ถือเป็นผลดีต่อกลุ่มรับเหมา วัสดุก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มรับเหมาถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ Underperform ของยุครัฐบาล คสช. ซึ่งนับตั้งแต่กลางปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยให้ผลตอบแทนเป็นลบอยู่ 18% ขณะที่ SET Index ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 24%

แนะนำเก็งกำไรหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย และจับตาหุ้นที่แย่มากอาจมีการช่วยเหลือ ซึ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อและสินค้าเกษตร CPALL BJC ROBINS CPF TACC GGC จะได้ประโยชน์ก่อน ส่วนรับเหมาและนิคมฯ SEAFCO STEC CK AMATAจะได้ประโยชน์ลำดับถัดไป Top Pick รอบนี้คือ BJC และ AMATA เพราะราคาหุ้นยังไม่รับผลบวกเท่าที่ควร และให้จับตาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว (AAV/ ERW) ที่อาจมีมาตรการช่วยเหลือเชิงรุก เพราะเป็นกลุ่มที่ Underperform มากในรัฐบาลชุดก่อน และมีสัดส่วนสูง 20% ของ GDP

@อัดเงินเข้าระบบ3แสนล้าน

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ประเมินว่าเมื่อรวมทุกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ จะสามารถคำนวณเป็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 3.5 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 2% ต่อ GDP แบ่งเป็น 1. การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและโครงการมารดาประชารัฐ 7.2 หมื่นล้านบาทต่อปี 2. การดูแลราคาสินค้าเกษตร 1 แสนล้านบาทต่อปี และ 3. การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% สำหรับคนชั้นกลาง 1.7 แสนล้านบาท แต่ปัจจัยที่ต้องติดตามคือรัฐบาลจะสามารถเดินหน้านโยบายได้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะอาจมีข้อจำกัดในการขาดดุลงบประมาณ คาดว่าจะขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 6.3 – 7.2 แสนล้านบาทต่อปี จึงทำให้รัฐบาลอาจจะต้องต้องลดทอนนโยบายบางอย่าง หรือหั่นมาตรการที่มีอยู่เดิม คาดว่าเม็ดเงินรัฐบาลที่จะอัดฉีดเข้ามาในระบบจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในไตรมาส 4/2562

โดยยังชอบหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะหุ้นที่ได้ประโยชน์กับการบริโภคในประเทศแต่ราคายังขึ้นช้า และมี Upside ข้างหน้าอยู่ สำหรับหุ้นที่แนะนำเกี่ยวกับการบริโภค ได้แก่ BJC, ROBINS และ AEONTS หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุน ได้แก่ AMATA, ROJNA, WHA, EASTW, CK, STEC, SEAFCO และ PYLON ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่คาดจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า ได้แก่ BBL, INTUCH, MINT และ TU

@ เพิ่มเครดิตประเทศ

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส ระบุว่า ครม.ชุดใหม่จะหนุน S&P ให้อันดับเครดิตเพิ่ม จาก  BBB+ เป็น A- เป็นการเพิ่มความน่าเชือถือ หนุนให้ต่างชาตินำเงินมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งต้นทุนการกู้ยืมเงินของประเทศจะลดลง ช่วยหนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น

สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นโดยเฉพาะกระตุ้นการบริโภคครัวเรือน ส่งผลดีต่อหุ้น BJC, ROBINS, CPALL, DCC  ส่วนนโยบายที่จะส่งผลในระยะกลาง : คาดว่า การประกันราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา, อ้อย, ข้าว, มันสำปะหลัง, ปาล์ม เป็นต้น ส่งผลดีต่อหุ้น STA  รวมถึงนโยบายที่จะส่งผลในระยะยาว คือการลดภาษีบุคคลธรรมดาลง 10%, การลดภาษีสำหรับผู้ขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะกระตุ้นการใช้จ่าย เลือก BJC เป็นหุ้นที่น่าสนใจพื้นฐานที่ 61 บาท

The post รมว.คลังฟิตลุยงานmai ฉีด3.5แสนล.กระตุ้นศก. appeared first on Thunhoon.

ที่มา: Thunhoon

วันที่ July 12, 2019, 06:44

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *